Friday, October 23, 2009

การตลาด OVOP: One Village One Product

วันจันทร์ที่ 5 พ.ค.51 ผู้เขียนได้ไปเดินที่ห้างอิเซตันเผอิญช่วงจะกลับเห็นมีการจัดสถานที่เพื่อสาธิตการทำขนมโมจิแบบญี่ปุ่นเนื่องในวัน Japanese Boys ก็เลยหยุดสังเกตการณ์
“มีการวางครกหินขนาดใหญ่บนขาเหล็กกว้างประมาณ 2 ฟุตเห็นจะได้
โฆษกพูดภาษาญี่ปุ่นฟังแล้วจับใจความไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจแต่ที่แน่ๆ คงพูดเกี่ยวกับการทำขนมโมจิแบบญี่ปุ่นนี่แหละครับ!!
ขณะที่ยืนรอดูอยู่นั้น ก็ได้เห็นกรรมวิธีที่เอาน้ำร้อนล้างครกหินก่อนที่จะใส่แป้งเพื่อตำนั้น เป็นการล้างด้วยน้ำร้อนจนหมดคงเพื่อไม่ให้แป้งติดครกหิน
ทันทีที่ “ข้าวเหนียวซึ่งหุงเสร็จร้อนมาถึง ก็ใส่ลงไปในครกหิน หลังจากนั้นทำการคลุกก่อนด้วยค้อนไม้ขนาดใหญ่ 2 อันกับขนาดเล็กอีก 2 อัน ใช้วิธีดันและบดขยับกันอยู่ในครก ใช้คน 4 คนเดินวนไปทางเดียวกันระหว่างนั้นก็จะมี 1 คนมากลับแป้งไปมาเพื่อให้ทั่วก้อนแป้ง
จนข้าวรวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่แล้วก็ถึงนาทีของขุนค้อน 2 คนที่เป็นค้อนไม้ขนาดใหญ่ ผลัดกันตีคนละ 2 ครั้งสลับกัน..”
ผู้เขียนไม่ได้อยู่จนจบล่ะครับ! เพราะเขาเชื้อเชิญให้คนดูมามีส่วนร่วมในการตีแป้งให้เข้ากัน โดยใช้ค้อนไม้ทุบในครกหิน
กลับมาที่เมืองไทยเราเมื่อ 5-6 ปีก่อน บรรดา “รากหญ้า” (Grass root) ฮือฮาในผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่งสำหรับบรรดาผู้ที่มีคะแนนนิยมในหมู่บ้านเรียกกันว่า หนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล (OTOP: One Tambon One Product) จนเกือบจะหลงเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นความสำเร็จของรัฐบาลในอดีตที่ไปยืมหรือลอกแนวคิดของญี่ปุ่นมาแล้วยังขนบรรดาผู้ว่าราชการจังหวัดแห่ไปดูงานจนสามารถสร้างกระแส OTOP ได้ทั่วถิ่นไทย
โอวอบ (OVOP: One Village One Tambon)
คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก “โอทอป” (OTOP) ของบ้านเรา เพราะเขาเรียกกันว่า โอวอป หรือ One Village One Product
ผู้เขียนเพิ่งกลับมาจากไปที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีแรงบันดาลใจหลายๆ อย่าง
ทำไมคนญี่ปุ่นจึงเป็น “Salaryman” กันแทบจะทั้งประเทศ ทำงานกัน 3-4 ทุ่มก็ยังไม่เลิก
สังคมที่มีลักษณะ 2 วัฒนธรรมคือ วัฒนธรรมดั้งเดิมและวัฒนธรรมแบบอุตสาหกรรมของประเทศพัฒนาแล้ว
สินค้าพื้นเมืองหรือ OVOP จึงเป็นที่นิยมและมีความภูมิใจกันมา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นประจำเมืองนั้น
ทำไมคนญี่ปุ่นจึงคิดเป็นระบบมากๆ หรือแทบจะเหมือนคอมพิวเตอร์ที่ถูกโปรแกรมมาเลย
ระหว่างที่ผู้เขียนเดินทางอยู่ในโอซากา เกียวโต โตเกียว มีความคิดอยู่อย่างหนึ่งว่า สินค้า OVOP ของญี่ปุ่นนั้นจะมีรูปแบบหรือโมเดลในการผลิต การตลาด แตดต่างไปจากสินค้าที่ลอกเลียนแบบในต่างประเทศอย่างไร
แล้วเราจะมีทางค้นหา DNA ที่เป็นหัวใจของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ OVOP ของญี่ปุ่นได้หรือไม่ ผู้เขียนพยายามที่จะศึกษาและเรียนรู้เท่าที่จะได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อมีโอกาสได้ดูในสิ่งต่างๆ อาทิ
กรรมวิธีการผลิตสินค้าของชาวญี่ปุ่น ซึ่งมักจะเป็นสินค้าของพื้นบ้านหรือสินค้าประจำตระกูล
ความแตกต่างอย่างชัดเจนคือ คนญี่ปุ่นไม่หวงที่เราจะไปยืนดูหรือถ่ายรูปวิธีการทำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ OVOP จนไม่แน่ในว่า “เขาจะว่าไหมนะถ้าเราถ่ายรูปมาเผยแพร่”
สิ่งที่ขึ้นชื่อมากๆ มักจะเป็น แป้งห่อถั่วหรือถั่วห่อแป้ง แต่ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ (Product Differentiate) มีได้มากมายเป็นสิบๆ ชนิดที่แตกต่างกัน
ได้มีโอกาสลองซื้อ ลองชิมและเก็บตัวอย่างสินค้า OVOP จากญี่ปุ่นมาเป็นจำนวนมาก จำนวนรูปภาพที่ถ่ายมาคงน่าจะไม่ต่ำกว่า 100 รูปเห็นจะได้
ยูเรก้า : Euraka: J-OVOP
อะไรคือความแตกต่างในความสำเร็จของสินค้า/ผลิตภัณฑ์ OVOP
เมื่อผู้เขียนกลับมาถึงเมืองไทยได้รับเชิญไปบรรยายเรื่อง Strategy Canvas ให้
ผู้ประกอบการและนักศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโท สาขาความเป็นผู้ประกอบการที่มหา-วิทยาลัยฟาร์อีสเทิร์น จ.เชียงใหม่ เลยจำลองภาพ J-OVOP: Original Japan One Village One Product ขึ้นมาว่า จริงๆ แล้วสินค้าหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่นควรจะมีโมเดลตามรูปข้างต้น
ประการแรก แนวคิดผลิตภัณฑ์ (Product Concept)
สินค้า OVOP ของญี่ปุ่นจะมีความโดดเด่นและมีลักษณะเฉพาะที่สามารถสื่อถึงความเป็นสินค้าประจำหมู่บ้านจริงๆ ซึ่งผู้เขียนคิดว่ามีความแตกต่างกับสินค้าทั่วๆ ไปในบ้านเราคือ
ผลิตภัณฑ์ต้นกำเนิด (Original Product) หมายถึง ว่าในหมู่บ้านนั้นมีชื่อเสียงในผลิตภัณฑ์หรืออาหาร ที่คนในหมู่บ้านทำกันกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น (Generation to Generation) ซึ่งจะมีกรรมวิธีในการผลิตสินค้าด้วยวิธีการดั้งเดิมและก็คงไว้ซึ่งความลับในสูตรผสมหรือวิธีทำเฉพาะของตระกูล
เป็นผลิตภัณฑ์ของธุรกิจครอบครัว (Family-Owned Products) ความแตกต่างอีกอย่าง ผลิตภัณฑ์ OVOP นั้นมักจะเป็นสินค้าของธุรกิจครอบครัว “ไม่ใช่ครอบครัวจัดตั้ง” ของ”บรรดาผู้มีอิทธิพล”หรือ “ผู้ที่สามารถหาคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมือง” เพราะสิ่งนี้เป็นความชั่วคราวและการทำลายสินค้า OTOP เช่นที่บ้านเรา
คำว่า ผลิตภัณฑ์ของธุรกิจครอบครัว เป็นผลิตภัณฑ์ที่สืบทอดธุรกิจทั้งแนวคิด รูปแบบ วิธีการทำ วิธีการขาย ฯลฯ และเป็นครอบครัวที่มีการบริหารจัดการให้ดำรงอยู่จนเป็นความภูมิใจของหมู่บ้านที่ครอบครัวนี้มีชื่อเสียงในผลิตภัณฑ์ OVOP ของญี่ปุ่น
ประการต่อมา การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) คงต้องยอมรับว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) ของผลิตภัณฑ์ OVOP ของญี่ปุ่นนั้น


ผู้เขียนพบว่า ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ (Product Ingredient) จะมีสิ่งที่พิเศษคือ
- การใส่หัวใจในการผลิตผลิตภัณฑ์เหมือนกับที่ผู้เขียนเล่าไว้ข้างต้นถึงวิธีตำแป้ง
- รูปแบบ (Pattern) หรือโมเดล (Model) ของผลิตภัณฑ์นั้นๆ จะเชื่อมโยงสถานที่ที่มีชื่อเสียง เช่นภูเขาไฟฟูจี ชื่อเมือง หรือ Matcot ที่มีชื่อเสียง เช่น Sanrio หรือ Hello Kitty มาเป็นรูปแบบของขนมหรือสินค้า ตัวอย่างเช่น “ขนม Tokyo Banana” “Match Chocolate Crunch” “Kitty ไข่ดำ”
ประการที่สาม กระบวนการผลิตในการผลิตสินค้า OVOP ของญี่ปุ่นจะเป็นวิธีการแบบดั้งเดิมหรือไม่ก็เป็นการผสมด้วยเทคโนโลยีกึ่งวิธีการดั้งเดิม ซึ่งอาจจะเพราะต้องการการอนุรักษ์วิธีการผลิตและคงรสชาดเดิมเอาไว้
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนญี่ปุ่นต้องการให้เราถ่ายรูปวิธีการของเขาเพื่อที่จะได้นำไปเผยแพร่และประชาสัมพันธ์สินค้าของเขาไปด้วยในตัว (ผิดกับบ้านเราที่กลัวว่าจะถูกลอกเลียน-แบบ จึงไม่ยอมให้ถ่ายรูปหรือดูวิธีการผลิตเพื่อจดจำไปบอกต่อ)
ประการที่สี่ กลยุทธผลิตภัณฑ์ (Product Strategy) สิ่งที่ผู้เขียนสังเกตเห็นในเรื่องนี้คือ
ผลิตภัณฑ์ OVOP จะมีลักษณะของธีม (Theme) หรือเรื่องราว (Story) ที่ถูก
ผูกเข้ากับผลิตภัณฑ์
บรรจุภัณฑ์ (Packaging) ต้องยอมรับว่าสินค้า OVOP ของญี่ปุ่นแต่ละที่จะมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดูดีมีสไตล์ บอกความเป็นญี่ปุ่น แต่ต้องเข้าใจว่าบรรจุภัณฑ์ในที่นี้มีหลายลักษณะ เช่น ถ้าเป็นแบบพื้นฐานจะเป็นแบบง่ายๆ กล่องกระดาษสีขาวหรือแบบธรรมดาๆ จะใช้การออกแบบกระดาษห่อที่สวยงามมาสร้างสรรค์ให้บรรจุภัณฑ์เท่ห์ ดูดี กรณีที่ต้องการสร้างราคาให้สูง จะมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์พวกกล่องฝาปิดที่มีภาพลักษณ์ที่ดีทั้งหมด
ประการสุดท้าย การขายและการตลาด
สินค้า OVOP ทุกชนิดที่มีการขายนั้นจะมีลักษณะดังนี้
การโชว์สินค้า (Display) ที่ออกแบบและจัดทำสินค้าตัวอย่างให้ดูแล้วสวยงามน่าซื้อ น่ารับประทานและยังมีลักษณะที่เรียกว่ามีชีวิต (Visual Merchandizing)
มีการขายเรื่องราวหรือสร้างธีมของสินค้าที่ผูกพันกับความเป็นตระกูลหรือสินค้าเอกประจำเมืองจนสามารถสร้างเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง
ทุกๆ ครั้งที่คณะทัวร์มาจะบอกทันทีว่า สินค้า OVOP อะไรอร่อย มีชื่อ ควรซื้อ
เป็นสินค้า Niche Market สินค้าโอวอป (OVOP) จะมีลักษณะเป็นสินค้าตลาดเฉพาะ (Niche Market) คือ
- สินค้าโอวอปดังกล่าวจะหาซื้อได้ที่เฉพาะสถานที่หรือที่ๆ เป็นจุดกำเนิดของสินค้าเท่านั้น จะไม่มีการทำตลาดแบบแมส (Mass Market) เช่นที่บ้านเรา
- เหตุผลสำคัญที่สินค้าโอวอปเป็นสินค้าเฉพาะเนื่องจากคนญี่ปุ่นเขาคิดไกล ต้องการให้คนมาเที่ยวที่เมืองนั้นๆ จึงจะสามารถซื้อสินค้าได้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมกรรท่องเที่ยวไปด้วยในตัว
น่าทึ่งและน่าสนใจในสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ OVOP เราคงต้องศึกษาและเรียนรู้มากกว่าวิธีการแค่ “ชะโงกหัวไปดู” หรือ “เที่ยวทัวร์ดูงาน” แบบที่ประเทศไทยนิยมทำกันโดยเฉพาะบรรดาหน่วยงานของภาครัฐจึงไม่ค่อยเห็นคุณค่าเพิ่มหรือการพัฒนาประเทศที่ก้าวหน้าจากเดิมไปเท่าไหร่นัก
สำคัญที่สุด ความสำเร็จของชาติหนึ่ง วัฒนธรรมหนึ่งคงไม่อาจลอกเลียนมาใช้ได้โดยที่ชาตินั้นๆ สังคมนั้นๆ ไม่เข้าใจเรื่อง OVOP อย่างแท้จริง

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
กรรมการผู้จัดการ

Tuesday, October 6, 2009

วงล้อค้าปลีกไทยภิวัตน์ โดย ดร.ดนัย เทียนพุฒ

ความสนใจของธุรกิจไทยดูจะเป็นกระแสยังไงอย่างนั้น สำหรับธุรกิจหนึ่งที่เป็นพื้นฐานการค้าขายมาตั้งแต่เริ่มต้นของคนในโลกหรือโดยเฉพาะในประเทศไทย คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวว่า “เริ่มต้นมาจากตลาดสด” หรือ “การค้าขายระหว่างครัวเรือน"

……..นับแต่อดีตกาลในสมัยสุโขทัย จะเป็นลักษณะของการแลกเปลี่ยน
วัตถุสิ่งของหรือสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีพของคนในสังคมหรือระหว่างครัวเรือน
ดังความในศิลาจารึก ที่ว่า
“เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมือง
บ่เอาจังกอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจัก
ใคร่ค้าม้าค้า เงือนค้า ค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส”….
(อ้างจาก กรมศิลปากร, จารึกสุโขทัย (ม.ป.ท.;2525) ใน จิราธิวัฒน์ สัมฤทธิ์,2535

ดังนั้นการค้าปลีกไทยถ้าจะว่ากันจริงๆ ต้องบอกว่าเริ่มต้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย สืบทอดผ่านสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งเป็นจุดพลิกผันที่สุดโดยในรัชสมัยรัชการที่ 4 ปี 2398 ที่ไทยทำสนธิสัญญาเบาริงกับอังกฤษ การค้าขายโดยระบบผูกขาดจากพระคลังสินค้าได้ยกเลิกโดยสิ้นเชิง การค้าขายของไทยเปิดเสรีภาพ การค้าปลีกของชาวจีนตั้งแต่ในอดีตเริ่มขยายตัวเป็นธุรกิจการค้าใหญ่ขึ้น มีการสั่งสินค้า ส่งออก ห้างดังๆ ในสมัยนั้น เช่น ห้างดีเชียงแอนด์ซัน ห้างฮุนซุยโห และย่งหลีเส็ง ส่วนการค้าโดยคนไทย เช่น ห้างสิทธิพันธ์ ถนนเฟื่องนคร ห้างสันตโภชน์ หรือวิวัฒน์จ้นทร์ดิสเปนซารี่
การค้าของชาติตะวันตกได้เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้เช่นกันคือ บริษัทอีสเอเชียติ๊ก ห้างบอร์เนียว ฯลฯ
สรุปแล้ว คนไทยเราอยู่กับธุรกิจการค้าหรือจะเรียกว่า ธุรกิจค้าปลีกระหว่างค้าปลีกชาวจีน ค้าปลีกชาวไทยและค้าปลีกชาติตะวันตก กันมานมนานแล้ว

โชวห่วยไทยจะมีพื้นที่ยืนในประเทศไหม?

ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมานี้เราได้ยินกระแสรุนแรงของค้าปลีกข้ามชาติ เช่น TescoLotus, Carrefour, BigC และ Makro รุกกระหน่ำธุรกิจค้าปลีกค้าส่งท้องถิ่นถอยร่นจนมิอาจจะสู้รบปรบมือได้ แต่ถ้าถามกันจริงๆ ว่าใครเป็นคนนำธุรกิจค้าปลีกเหล่านี้เข้ามาในประเทศไทยจนโชวห่วยล้มหายตายจากไปทุกวันๆ อืม!! ธุรกิจค้าปลีกไทยนั่นเอง
ยิ่งในรัฐบาลขิงแก่ชราภาพนี้เราเห็นสองกระแสหลักเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกไทยคือ
กระแสแรก พ.ร.บ.ค้าปลีก ที่เป็นการผลักดันของรัฐบาล ซึ่งจะว่าไปแล้วรัฐบาลขิงแก่ก็ออกแรงตัวโก่ง ทั้งๆ ที่เหลืออายุไม่กี่เดือนเพื่อปกป้องวิสาหกิจชุมชน (น่าจะเป็นหลักใหญ่)และ ได้ส่งเข้าสนช.ไปเรียบร้อย เพื่อปกป้องซัพพลายเออร์ยักษ์ใกญ่บางรายที่ไม่สามารถมีช่องทางจำหน่ายในธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิม และโมเดิร์นเทรดได้สะดวกเหมือนแต่ก่อน (เพราะต้องเสีย G.P.สูงมากขึ้น) ปกป้องธุรกิจโชวห่วยตัวจริงที่เรี่ยวแรงน้อยเพราะตายไปเยอะและปกป้องธุรกิจค้าปลีกต่างชาติ (ผ่านสมาคมธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง)
เนื่องจากสาระสำคัญอยู่ที่ขนาดพื้นที่ของร้านค้าที่ 1,000 ตรม.กับ ยอดลงทุน 1000 ล้านบาท ไม่ว่าจะห้างเดียว หรือ เชนร้านค้า หากเกินนี้ต้องให้คณะกรรมการควบคุมผลประโยชน์ (ไม่รู้ชื่ออะไร) พิจารณาอนุมัติ หรือแม้กระทั่งกฎหมายด้านโซนนิ่งก็พยายามกันอยู่

แต่ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์ หรือ มีทางเลือกในการซื้อสินค้าราคาถูกกว่าร้านชาวบ้าน หรือไม่ไม่ได้พูดถึง

กระแสที่สอง โครงการพัฒนาค้าปลีกแห่งชาติ จะว่าไปแล้วน่าจะเป็นการจุดพลุหรือสร้างกระแสให้มากลบการต่อต้าน พ.ร.บ.การค้าปลีกหรือเปล่า!? เพราะเห็นมีการประชาสัม-พันธ์ผ่านหนังสือพิมพ์ถี่ขึ้น
มีคณะกรรมการหลายชุดที่จะร่วมกันพัฒนาธุรกิจค้าปลีก ไม่แน่ใจว่าทุกสัญชาติหรือตามที่ต้องการปกป้องใน พ.ร.บ.ค้าปลีกไทยที่ในแผนนั้นมีอยู่ 6 ขั้นตอนคือ การวางโครงการเชื่อมโยง การส่งเสริมภาพลักษณ์การประกอบการ Logistic อุปกรณ์ IT ส่งเสริมสถาบันการศึกษาสำหรับธุรกิจค้าปลีก สนับสนุนและส่งเสริมภาคการเงินและการศึกษาวิจัย

กระแสที่สาม การบูมของ Community Mall
ปรากฏการณ์ IMC (Integrated Marketing Communication) ของนักพัฒนาที่ดินกลุ่มหนึ่ง (Developer) ซึ่งสร้าง Community Mall ในลักษณะที่เป็น Lifestyle Shopping Center ในพื้นที่ย่าน CBD (Central Business District) หรือย่านความเจริญ เช่น Esplanade, J-venue Shopping Center หรือ Major Avenue Ratchayothin
โดยที่ความสำเร็จของ Community Mall ดังกล่าวยังไม่ชัดเจนนักเพราะ Magnet หรือ Anchor Tenants อาจจะยังไม่ได้สัดส่วนที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของ Visitor หรือ Shopper อย่างแท้จริง
แต่ที่สร้างปรากฏการณ์ IMC หรือสื่อสารการตลาดอย่างถี่ยิบน่าจะมีเป้าหมายลึกๆ คือ
- เป็นการสร้างภาพของ Community Mall ว่านี่แหละคือ รูปแบบใหม่ของธุรกิจค้าปลีก (New Retail Format)
- เป็นการดึงของร้านค้าย่อย (Tenants) ที่ยังลังเลอยู่ว่า เวิร์คๆๆ หรือ เด็ด! เด็ด!
- เป็นการดึงกลุ่มนักช๊อปหรือผู้เยี่ยมชมว่าต้องมา ณ ที่นี้ว่ามีอะไร

ฟันธงตรงนี้ครับ!
ประการแรก โชวห่วยไทยถึงจะพัฒนาหรือปรับตัวอย่างไรต้องบอกว่ายากครับ เพราะเราไม่เคยเจอการรุกกระหน่ำรุนแรงอย่างนี้และยิ่งเป็นการค้าปลีกร้านเดี่ยวๆ จะเอาอะไรไปต่อรองซื้อสินค้าจำนวนมากๆ ได้ราคาถูกมาขายทำกำไร ลำพังแค่ร้าน 7-11 เจ้าเดียวก็จะจอดอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอรูปแบบค้าปลีกใหม่ที่เป็น “Smaller” จากบรรดาโมเดิร์นเทรดได้ยินแล้วหวาดเสียวจัง!

ประการต่อมา อย่าว่าแต่ค้าปลีกไทยเลยครับ ห้าง Wal-Mart ที่สหรัฐอเมริกาที่มียอดขายไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสาขาทั่วโลกและอยู่ในสนามค้าปลีกที่หลากหลายรูปแบบ ปีนี้เจอห้าง Tesco จากอังกฤษเข้าไปเปิดสาขาแรกในรูปแบบของ Super-market ขนาดเล็กและจะขยายให้ได้ 60 สาขาภายในปีนี้ ทำให้ห้าง Wal-Mart ต้องหา “New Format” ที่จะสู้กับห้าง Tesco จากอังกฤษ โดยคิดว่าน่าจะเป็น “Smaller” ถึงจะสู้ได้

ประการสุดท้าย ธุรกิจโชวห่วยต้องเข้าใจถึง “วงล้อค้าปลีก” (The Wheel of Ratailing) ในทฤษฎีหรือตำราค้าปลีกจะบอกถึง ผู้ลงทุนในธุรกิจค้าปลีกว่า สิ่งแรกสุดใน “ลงล้อค้าปลีก” คือ การดำเนินการด้วยราคาที่ต่ำจากโครงสร้างต้นทุนราคาต่ำ กำไรต่อหน่วยที่ต่ำ หลังจากนั้นจึงจะสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์และปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการของร้าน เช่น เพิ่มรายการที่มีคุณภาพมากขึ้น การขยายไปยังพื้นที่ที่มีผู้เช่าอาศัยรายได้สูงขึ้น มีการให้เครดิตและส่งสินค้าและเพิ่มราคาสินค้า ฯลฯ

“วงล้อค้าปลีก” นี้อยู่บนพื้นฐานของสิ่งสำคัญ 4 อย่างคือ
- มีนักช๊อปที่อ่อนไหวด้านราคาจำนวนมากเต็มใจที่จะสนใจด้านบริการลูกค้า มีสินค้าให้เลือกเยอะ สภาพที่สะดวกสบายในราคาที่ต่ำสุด
- นักช๊อปที่เน้นราคาเป็นหลัก มักไม่จงรักภักดีกับแบรนด์และเต็มใจที่จะเปลี่ยนไปร้านค้าปลีกอื่นที่ราคาถูกกว่า ขณะเดียวกันลูกค้าที่มีรสนิยมก็มักจะไปร้านที่ใช้กลุยทธไฮเอ็น
- ร้านค้าปลีกใหม่ๆ ต้องสามารถดำเนินงานที่ต้นทุนต่ำกว่าร้านค้าปลีกที่มีอยู่แล้ว
- เมื่อร้านค้าหมุนวงล้อขึ้นจะทำให้มีการเพิ่มยอดขาย ตลาดเป้าหมายกว้างขึ้นและปรับปรุงภาพลักษณ์ของร้าน/ห้าง
โชวห่วยไทยลองพิจารณาดูว่าจะใช้ได้อย่างไร? สนใจพูดคุยกับผมได้ทางอีเมล์ กลยุทธธุรกิจและการตลาดแนวคิดนั้นง่ายไม่สลับซับซ้อนถึงกับต้องปีนบันไดขึ้นไปศึกษาหรอกครับ!

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants